พักนี้ว่างจัดถึงขั้นมีเวลาอัพ blog ในเวลางานได้ แม้จะมาทำงาน 11 โมง กลับ 17.30 ก็ยังคงทำงานของตัวเองเสร็จทั้งหมดทันเวลาไม่เคยเลท อิอิ หลังจากใช้นโยบาย ทำเฉพาะงานของตนเอง เลิกช่วยชาวบ้าน (ให้สมกับตำแหน่งตัวเองที่เป็นจูเนียร์) ทำให้ว่างขึ้นอีกเยอะ
เข้าเรื่อง blog วันนี้ดีก่า นึกอยู่หลายวันว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี นึกไม่ค่อยออก คิดไปคิดมา เอาเนื้อหาจากในหนังสือ management ทั้งหลายที่พักนี้อ่านไปหลายเล่ม(เนื่องจากว่างจัด)มาเล่าให้ฟังก็ละกัน
เนื้อหาเรื่อยๆเปื่อยๆ คือเขียนแบบนึกไรออกก็เขียน อาจจะไม่ได้แบ่งหัวข้อชัดเจนอะไรมากมาย อ่านๆไปละกันนะ
1. คติในการทำให้คุณทำงานได้เร็วขึ้น - Do it now!
อันนี้มันก็ไม่มีอะไรมาก เหมือนเป็นประมาณคาถาสะกดจิตใจตัวเอง อย่าค้างคาอะไรไว้ให้มันเป็นดินพอกหางหมู ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็รีบๆจัดการซะ อันนี้ไม่รวมถึงอะไรบางอย่างที่มันทำ ณ ตอนนั้นไม่ได้จริงๆเพราะเกินความสามารถเรานะครับ ที่เน้นให้ทำเดี๋ยวนั้น คืออะไรที่เราทำได้ ณ เวลานั้น ก็จัดการทำๆไปเลย ไม่ต้องมาบ่ายเบี่ยง เช่น โทรศัพท์ตามงานชาวบ้าน แทนที่จะรอจนถึงบ่าย 2 เราก็ทำมันซะเดี๋ยวนั้นเลยนั่นแหละ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว
2. Wrong decision is better than doing nothing
อันนี้ก็คือว่า การตัดสินใจที่ผิดพลาด ยังดีกว่าการที่ไม่ตัดสินใจอะไรเลย เพราะว่าแม้คุณจะก้าวพลาด แต่คุณก็ยังได้เรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดนั้น และช่วยให้การตัดสินใจครั้งต่อไปดีขึ้น แต่ถ้าคุณไม่ตัดสินใจหรือทำอะไรเลย ทุกอย่างก็จบเห่ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเลยด้วยซ้ำ
3. หากคุณเป็นหัวหน้าใคร จงปฎิบัติตัว ในสิ่งที่คุณอยากให้ลูกน้องของคุณเป็น
อันนี้ก็คงปกติ ถ้าหัวหน้ายังไม่ทำ แล้วลูกน้องที่ไหนมันจะทำ ลำพังแค่คำพูดปากเปล่าที่ไร้ซึ่งการกระทำย่อมไม่มีความหมายใดๆ
4. Motivate ลูกน้องให้เค้าทำงานให้เราด้วยใจ มิใช่การบังคับ
สำหรับหัวข้อนี้ เป็นอะไรที่พูดง่ายทำยากครับ แต่ถ้าทำได้แล้วผลที่ตามมาจะดีแบบสุดยอดแน่นอนครับ ที่ทำยากเพราะว่า expect ของลูกน้องแต่ละคน รวมถึงลักษณะนิสัย และอื่นๆ ไม่เหมือนกันครับ คุณต้อง treat ลูกน้องแต่ละคนไม่เหมือนกันด้วยเช่นกัน แต่ต้องปรับให้เข้ากับลักษณะของเค้าให้ได้มากที่สุด เรื่องนี้คงไม่มีตำราตายตัวที่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยได้คือ การทำตัวเป็นกันเองกับลูกน้อง เพื่อทำลาย barrier ที่กั้นระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องออกครับ สิ่งนี้จะช่วยให้คุณได้รับ"ความจริง"จากปากลูกน้องของคุณมากขึ้น และช่วยให้เข้าใจเค้าได้ดีขึ้น ทำให้คุณสามารถคิดหากลยุทธในการดึงดูดใจให้เค้าทำงานให้เราได้ด้วยใจได้มากขึ้น
อันนี้จากประสบการณ์การทำงานของผม ก็เคยมีหัวหน้าที่ motivate ผมได้ด้วยใจอยู่นะ ตอนนั้นทำงานให้แบบทุ่มสุดตัวเลย ผลงานที่ออกมาย่อมจะดีกว่าการทำงานแบบขอไปทีแน่นอน
5. การเมืองในสำนักงาน มีทุกที่ คุณเลี่ยงมันไม่ได้หรอก
เพียงแต่ว่า คำว่าการเมืองในสำนักงานเนี่ย มันมีความหมายกว้างกว่าที่คนทั่วไปคิดครับ โดยทั่วไปเรามักจะมองการเมืองแต่ในแง่ลบ เช่นคนนั้นเลียแข้งเลียขาเจ้านาย คนนี้ชอบใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น อะไรพรรค์นั้น
แต่จริงๆแล้ว คำว่าการเมืองในสำนักงานยังหมายรวมถึงเรื่องอื่นด้วย เช่นการเจรจาต่อรอง การหา supporter มาสนับสนุนเรา และอื่นๆอีกมากมาย
ทีนี้ถ้าเราเลี่ยงมันไม่ได้ เราควรจะทำยังไง คำตอบที่ดีที่สุดคือ เราก็ต้องยอมรับ และหาทางใช้ประโยชน์จากมันบ้างครับ ไม่ได้บอกให้คุณไปเลียแข้งเลียขาเจ้านาย หรือไปใส่ร้ายคนอื่นนะครับ แต่ให้คุณใช้การเมืองเพื่อทำให้งานของคุณประสบความสำเร็จ เดี๋ยวยกตัวอย่างจากของในหนังสือมาให้อ่านดูละกัน จะได้เห็นภาพ
ตัวอย่าง มีคนชื่อจอร์น เป็น project manager ของบริษัทแห่งหนึ่ง กะลังทำ project ใหม่ ชื่อว่า เสจบรูก ซึ่ง project ตัวนี้ ถ้าทำเสร็จ จะทำให้ product ตัวเก่าของบริษัทถูก obsolete ทิ้ง แต่ตัวใหม่จะเข้ามาแทนที่ เพราะมีข้อดีอื่นๆมากมาย งานนี้ก็เลยทำให้กลุ่มผู้ดูแล product เก่าพยายามทำให้ project เสจบรูกนี่ล่ม เพราะกลัวตกงาน
สิ่งที่จอร์นต้องทำ ก็เลยต้องไปหาพรรคพวกผู้สนับสนุนมาเพิ่ม โดยงานนี้ จอร์นได้ผู้ช่วยเป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดที่พูดจาหว่านล้อมเป็นเลิศ และฝ่ายตลาดก็ได้ประโยชน์จาก project นี้ เพราะจะได้มีอะไรใหม่ออกไปขาย
จอร์นก็เลยไปปรึกษาให้หัวหน้าฝ่ายการตลาด นามว่า ลินด์ มาช่วยพูดให้ ลินด์ก็เลยไปพูดหว่านล้อมเหล่า CEO และบอร์ดบริหารทั้งหลาย จนยอมให้ project เสจบรูกบรรลุผ่านไปได้ในที่สุด
ผลจากการเล่นการเมืองของจอร์น บริษัทได้กำไรเพิ่ม ฝ่ายขายได้ค่าแป๊ะเจี๊ยะเพิ่ม ตัวจอร์นเองก็ได้ชื่อเสียงเพิ่ม ส่วนพวกผู้ประสงค์ร้ายต่อโปรเจคก็ต้องพ่ายแพ้ไป จะเห็นได้จากตัวอย่างนี้ว่า แม้จอร์นจะเล่นการเมือง แต่จอร์นก็ไม่ใช่คนเลวนะครับ แค่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดที่บริษัทจะได้รับเท่านั้นเอง
ตัวอย่างนี้ก็เป็นแค่ประโยชน์นึงของการเล่นการเมืองในสำนักงานนะครับ ยังมีประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย
6. การเป็นหัวหน้า ไม่สำคัญว่าคุณจะรู้ทฤษฎีอะไรมาเยอะแยะ แต่สำคัญว่าคุณจะคุมลูกน้องให้ทำงานให้คุณเต็มที่ได้หรือเปล่า
เค้าบอกไว้ชัดเจนเลยว่า ถึงคุณจบ MBA มา ก็เท่านั้นแหละครับ ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกถ้าสุดท้ายคุณไม่สามารถคุมคนอื่นให้ทำงานเพื่อคุณได้ เพราะปัจจุบันคุณไม่สามารถทำงานตัวคนเดียวในโลกอันซับซ้อนได้อีกแล้ว คุณต้องพึ่งคนอื่นหลายๆคนช่วยกันทำงานเป็นทีม
ตัวอย่างสมัยโบราณกาล ก็ลองดูสามก๊กก็ได้ครับ ลองไปอ่านๆดูดีๆจะพบว่าทั้งสามก๊กนั้น หัวหน้าก๊กทุกก๊กต่างมีความสามารถในการซื้อใจลูกน้องทั้งนั้น ทั้งโจโฉ ซุนกวน เล่าปี่ ลูกน้องทำงานให้ด้วยใจทุกคนครับ ส่วนก๊กอื่นๆที่ลูกน้องไม่ค่อยอยากทำงานให้ก็ล่มสลายไปตามกาลเวลา หรือแม้แต่ทั้งสามก๊กเอง ตอนหลังเปลี่ยนเจ้านายแล้วก็ทำตัวไม่ดีกัน ทำให้ลูกน้องเก่งๆตีตัวออกห่างกันหมดจนต้องเจ๊งไปทั้งสามก๊ก
7. Work life balance
ต้องรู้จัก balance ระหว่างชีวิตส่วนตัวและงานครับ อันนี้ลำบากหน่อยสำหรับคนที่เป็นหัวหน้า เพราะว่า แม้จะพยายามแยกชีวิตส่วนตัวและงานออกจากกันอย่างชัดเจนเพียงไร แต่ลูกน้องคุณส่วนใหญ่ก็ไม่แยกมันออกจากกันหรอกครับเพราะเค้ายังเห็นคุณคนเดิมร่างเดิมอยู่ดี
แล้วถ้าอย่างนั้น หัวหน้าควรทำอย่างไร สิ่งที่ควรทำก็คือ นอกจากเอาใจใส่เรื่องงานแล้ว ก็ควรเอาใจใส่ในเรื่องส่วนตัวของลูกน้องคุณด้วยครับ เช่นเค้าปวดหัว ไม่สบาย เป็นไข้ อะไรงี้ ก็แสดงความห่วงใยซะบ้าง ไม่ใช่สักแต่จะให้เค้าทำงานๆๆๆๆๆๆ เค้านอนป่วยจะตายอยู่บ้านก็ไม่สนใจยังจะโทรไปให้เค้าทำงานให้คุณอีก แบบนี้เป็นต้น
ถ้ารู้จัก work life balance ก็จะเป็นส่วนช่วยซื้อใจลูกน้องได้อีกโขครับ
อันนี้เค้ามีทำวิจัยมาด้วยว่า คนที่เกิดหลังจากปี ค.ศ. 1975 จะให้ความสำคัญกับชีวิตส่วนตัวมากขึ้นกว่าคนเกิดก่อนหน้านั้น และจะมี loyalty ต่อองค์กรต่ำมาก ดังนั้นนโยบายที่ดีที่สุดคือการซื้อใจลูกน้องครับ และ work life balance ก็เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยซื้อใจตรงนั้นได้
เขียนยาวและ พอดีก่า จบ blog คร้าบ
เนื้อหาสับสนหน่อยนะ ไม่ได้เรียบเรียง บอกแล้วเขียนเรื่อยเปื่อย