I just can't control the time

Stories Corner

คือก็ไม่มีอะไรมาก แค่รู้สึกงงๆกะเรื่องการวัด performance บางอย่าง + ขัดใจนิดๆ

ต้นปี ทำงานหนักมากแทบตาย ทั้งเข้าประชุม STF, C&M, Requirements, วาง plan, estimate effort, investigate issue, discuss technical กับทีมอื่น, training ทีมอื่น วันนึงทำไม่รู้กี่อย่่างต่อกี่อย่าง
แต่เค้าบอกว่า quality งานออกมาไม่ดี

ครึ่งปีหลัง ทำงานเขี่ยๆสั่วๆ ทำ 2 ชม. นั่งอู้สร้างภาพ 6 ชม. (ทำเสร็จนานแล้วแต่กลับก่อนก็โดนด่าเลยต้องนั่งสร้างภาพ) วันนึงทำได้งานจึ๋งนึง(มันก็เสร็จตามกำหนดแแหละ เพียงแต่ถ้าเราจะทำจริงๆคงทำได้มากกว่านั้นอีกเยอะ) แล้วเค้าบอกว่าเนี่ย ทำงานพอใช้ได้

ฟังแล้วก็งงๆเหมือนกัน แต่ไม่อยากตอบกลับไปมาก เพราะย้อนมากก็หาว่าเราไม่ดีอีก ไม่เถียงก็หาว่าเราไม่มี feedback ให้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตกลงอยากได้แบบไหนกันแน่

สรุปที่งงจริงๆคือ ไอ้ครึ่งปีหลังที่ตูทำเน่าๆ มันดีกว่าครึ่งปีแรกที่ตั้งใจทำตรงไหน?? ต้นปีทำวันนึง 4-5 อย่าง แต่ปลายปีทำวันนึงอย่างเดียว เลยไม่เข้าใจว่าเค้าใช้มาตรฐานอะไรวัด แต่ที่แน่ๆคงจะคนละมาตรฐานกะเรา

อีกเรื่องก็บอกให้เราอย่าจุดไฟให้ทีมแตกแยก
ก็ยอมรับแหละว่าจุดไฟให้แตกแยกด่าชาวบ้านบ่อย แต่แทนที่จะมาให้เราหยุดด่าเนี่ย ทำไมไม่เห็นจะไปดับไฟที่ต้นตอก็ไม่รู้เหมือนกัน พยายามพูดบอกดีๆอยู่ตั้งเป็นปีแต่ไม่เห็นจะมีอะไรปรับปรุงแล้วมาบอกให้เราหยุดพูด ก็ที่ผ่านมาถ้าไม่ด่าก็ไม่เห็นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงนิเพราะพูดดีๆก็ไม่เห็นพวกคุณๆๆๆจะทำอะไรกันเลย
แต่ก็ขี้เกียจย้อนอีกแหละ ย้อนมากก็กลายเป็นเราไร้มารยาท เราไม่ดีอีก ชนชั้นผู้น้อย ทำอะไรก็ผิดไปหมด

เนื้อหา blog นี้ค่อนข้างขัดต่อหลัก Ethic ของบริษัทพอสมควร แต่หลังจากอ่าน Ethic doc ที่บริษัทส่งมาแล้วก็ไม่เห็นว่าบริษัทจะมี Ethic อะไรกะเราเลย พูดอย่างทำอีกอย่างตลอด การกระทำที่ทำกับเราช่างขัดกับหลัก Ethic ที่เขียนไว้ยิ่งนัก เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็คงไม่จำเป็นต้องมี Ethic อะไรตอบกลับไปล่ะมั้ง คนอื่นอ่านแล้วก็อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะ มันไม่ดีหรอก

ใครทำสิ่งใดมา ผมก็กระทำสิ่งนั้นกลับไป ใครดีมาผมก็ดีตอบ ใครแย่มาผมก็แย่ตอบ
หัวหน้าคนแรกที่ฟรีวิลล์ดีกับผม ผมก็ชมเค้าตลอดไม่เคยด่าให้ใครฟัง อย่าคิดว่าผมไม่เคยชมใคร แต่ควรไปคิดว่าคุณทำตัวกันยังไงให้ผมไม่ชมคุณแถมยังด่าคุณจะดีกว่า

นี่ก็พยายามจะเขียนให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้วล่ะนะ เพราะถ้าจะให้สาธยายยาวจริงๆคงหลาย ชม.

Blog EntryAccess Card หาย T_TNov 7, '08 1:02 PM
for everyone
พักนี้ไม่รู้เคราะห์กรรมอะไรเยอะนักหนา
ถัีดจากมือถือจมน้ำ
คราวนี้เที่ยวเพลิน ทำ Access Card เข้าบริษัทหาย

ได้เสียตังค์อีกแล้วตรู ฮ่วย T_T

เมื่อวานดันลืมเอามือถือออกจากกางเกง
คนงานที่บ้านก็ไม่ตรวจก่อน แล้วก็เอาไปซัก
มือถือจมน้ำตายอยู่ในเครื่องซักผ้า - -'

ผล ไปตรวจแล้วเค้าบอกว่าช็อตไป 4 จุด ส่งศูนย์ซ่อมเท่านั้น เปิดก็ม่ายติด

ว่าจะเขวี้ยงทิ้งแล้วซื้อใหม่ รุ่นไรดีเนี่ย - -'

หลังจากออกอารมณ์เพ้อเจ้อไปหลายวันเพราะดูหนัง... (เดี๋ยวนี้อินกะหนังง่ายกว่าเมื่อก่อนแฮะ) วันนี้เริ่มกลับเข้ากะร่องกะรอยหน่อยและ

เมื่อวันก่อน คุยๆกันกะเหล่าเืพื่อนๆมหาลัย อยู่ดีๆก็มาคุยกันในประเด็นว่า มีใครมีเพื่อนแปลกๆมั่งไหม คุยไปคุยมา ป้าเล็กก็มาบอกว่า เรานี่แหละ นิสัยประหลาด Unique ไม่เหมือนชาวบ้าน

เพื่อนสมัย ม.ปลาย เค้าก็บอกว่า คบกะผมเพราะนิสัยผมแปลกดี หายาก ชอบ

ตกลง เราเป็นของแปลก ?

เราว่าไอ้ลิงท็อปมันยังนิสัย Unique กว่าเราซะอีก แต่ป้าเล็กบอกว่าเป็นพวกกลุ่มตัวประหลาดทั้งคู่ - -'

ยังไม่เข้าใจอยู่ดี แปลกตรงไหนหว่า เราแปลกตรงหนายยยยยยยยยยยยย

เพื่อนๆท่านใดบอกได้ ช่วยตอบผมหน่อยนะคร้าบบบบบบ

ที่แน่ๆ ภูิมิใจที่มีนิสัย Unique ไม่เหมือนใคร 555

ลองลิสต์นิสัยตัวเองดูคร่าวๆสำรวจดูดิ๊ แปลกตรงไหน
1. ผีเข้าผีออก อารมณ์ไม่แน่นอน
2. อารมณ์ดีก็เป็นคนดีสุดๆ อารมณ์เสียก็กวนบาทาสุดๆ
3. ด่าคนด้วยคำสุภาพแต่ทิ่มแทงหัวใจ
4. ด่าได้ไฟแลบแบบ non-stop ติดต่อกันเป็น ชม. ยามฟิวส์ขาด
5. มีแนวคิดในเรื่องราวต่างๆแบบประหลาดๆบ้างในหลายครั้ง
6. คำนวณอะไรแปลกๆที่ชาวบ้านทั่วไปไม่คำนวณกัน
7. ชอบทั้งศิลปะและคณิตศาสตร์ในเวลาเดียวกัน ทั้งที่ใช้สมองคนละซีกโลกกัน
8. ชอบศึกษาทั้งไสยศาสตร์(ตำราหมอดู ฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง ไพ่ยิปซี ไพ่ป๊อก) และวิทยาศาสตร์ (คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ตรรกศาสตร์)
9. ทำตัวแรดเหมือนชอบเที่ยวไฮโซ แต่ชวนเข้าจริงๆก็ไปทั้งไฮโซและโลโซแหละ (ใจง่ายจริง)
10. ชอบดูทีวีช่องประวัติศาสตร์มากกว่าช่องบันเทิงหรือดนตรี
11. ตัดสินใจแล้วไม่คิดเปลี่ยนใจ เพราะการเปลี่ยนใจมันให้ความรู้สึกเหมือนว่าคุณไม่เคารพและเืชื่ือแม้กระทั่งการตัดสินใจของตัวเองหรือจะเรียกว่าไม่รักษาสัจจะกับตัวเองก็ได้มั้ง ทั้งๆที่บางทีก็รู้นะว่าตัดสินใจพลาดไปแล้ว แต่ไม่ยอมเปลี่ยนใจอยู่ดี
12. ขยันคำนวณตัวเลือกแต่ละอย่างก่อนตัดสินใจ แต่ตัดสินใจเร็วพอสมควร ถูกบ้างผิดบ้าง (ประมาณ ถูก 8 - ผิด2) มี risk 20% แน่ะ
13. แต่ถ้าเดินซื้อของมักจะซื้อได้อย่างรวดเร็วยังกะไม่ต้องคิด
14. ไม่ชอบเอาเปรียบใคร และไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ
15. พยายามไขว่คว้าหาความยุติธรรม แม้โลกนี้มันมักจะไม่ค่อยยุติธรรม

อืมมมม ลิสต์มาเยอะแยะ ตกลง แปลกยังไงหว่า ??
บอกผมที ผมแปลกยังงายยยยยยยยย ??

Blog Entryเบื่อจางเยยOct 28, '08 9:52 AM
for everyone
หลังจากดูหนังแนวเหงาๆ แสดงชีวิตอันน่าเบื่อ ก็เลยรู้สึกเบื่อตามแบบตัวหนังขึ้นมาทันที ปกติก็มีแนวโน้มว่าจะเบื่ออยู่แล้ว เลยออกอาการหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก

อยู่ที่ทำงานก็ต้องไปนั่งปั้นหน้ายิ้ม ทำตัวระรื่น สร้างภาพให้ใครต่อใครเห็น ทั้งๆที่ใจจริงข้างใน ทำหน้าซึมเศร้าแสนเบื่ออยู่ในใจ เพียงเพื่อให้ดู professional (ในนิยามของหลายๆคน)

ทำตัวเหมือนตั้งใจทำงานมาก แต่ความจริงทำไปก็เบื่อไป ทำหน้าเซ็งอยู่ในใจ งานมันก็เสร็จตามกำหนดอยู่หรอก แต่ก็ทำแบบเบื่อๆน่ะ

กลับบ้านมาก็เบื่ออีก ไม่รู้จะทำอาราย นั่งเล่นเน็ตไปวันๆ

สุดท้ายแล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเบื่ออะไร ทั้งๆที่มันก็ไม่มีอะไรให้เบื่อ แต่ในทางกลับกัน มันก็ไม่มีอะไรเชิญชวนให้รู้สึกดีเลยล่ะมั้งพักนี้ ยิ่งนานวันก็เลยยิ่งเบื่อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เหมือนโลกมันไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แต่ที่เปลี่ยนไปคือความรู้สึกของเราเองแฮะ ตกลง เราต้องการอะไรมาเติมเต็มให้ชีวิตกันแน่เนี่ย

ไม่น่าดู Byousoku 5 Centimeter เลยตรู - -' อาการหนักเข้าไปใหญ่และ เริ่มเพ้อเจ้อ

Blog EntryไปไหนดีOct 25, '08 10:05 AM
for everyone
วางแผนอยากไปเที่ยวยาวๆซัก 8-9 วัน แต่ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะไปที่ไหนดี
ใครมีที่ไหนน่าสนใจ ช่วยแนะนำหน่อยจิ
ห้ามแพง เพราะผู้ร่วมทางมันไม่ยอมให้ไปแพงๆ - -'

ไม่มีอะไรหรอก พอดีอยู่ดีๆก็คิดทางเลือกใหม่ในชีวิตขึ้นมาเอง เพราะพักนี้เบื๊อเบื่อกับชีวิตแบบเดิมๆ (อย่าให้บรรยายเลยนะว่าเพราะอะไร) แต่ทีนี้ยังคิดไม่ตกเลยว่าจะเอาแบบไหนดี ระหว่าง

1. ตกงาน เล่นหุ้น พร้อมทำ Google Ads ไปพลางๆ เผื่อจะรวยแบบ วอเรน บัฟเฟต (เพ้อเจ้อจริงๆ)
2. เกาะพ่อแม่กิน ไร้สาระไปวันๆ หลังจากนั้นก็รอมรดกค่าเช่าที่ คำนวณแล้วก็พออยู่พอกิน (เออ ไร้สาระจริงๆว่ะ ไร้แก่นสารยิ่งนัก อุตส่าห์เรียนหนังสือมาตั้งนาน)
3. หางานใหม่ ไม่ถูกใจก็หาใหม่อีก ไม่ถูกใจก็หาใหม่อีก จนกว่าจะเจอที่ถูกใจเข้าซักวัน (หวังว่าจะมีวันนั้น)
4. ทนๆทำงานที่เดิมไป แต่หาทางเปลี่ยนสไตล์การทำงานใหม่แก้เบื่อ (จะหายเบื่อจริงป่าววะเนี่ย ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกัน ทุกวันนี้แค่ไปนั่งแป๊ะไม่ทันเริ่มทำไรยังเบื่อเลย ทำเปื่อยๆไปวันๆแท้ อาการหนักเนอะ)
5. ออกมาขายประกัน + แอมเวย์ ทำนาบนหลังคน (ตัวเลือกนี้ ล้อเล่น ไม่ทำหรอก เขียนมาด่าพวกขายประกันจอมตื๊อกะพวกขายแอมเวย์บนความเกรงใจของคนอื่นเล่นๆ)
6. เรียนต่อนอก (เปลืองตังค์โคตร คุ้มเงินป่าววะเนี่ย)
7. เรียนต่อไทย (เสียค่าเสียโอกาสเยอะอยู่ดี เนื่องจากไม่ได้เงินจากการทำงาน)
8. ไปเป็นหมอดูไพ่ยิปซี ขุึ้ดอาชีพสมัยมหาลัยกลับมาทำ (ดูแม่นแค่วันละ 2 คน เกินนี้จะเปลี่ยนจากแม่นเป็นมั่ว จะมีคนมาดูด้วยไหมเนี่ย)
9. เปิดบริษัทคอมเอง (ทำอะไร ขายใคร ขายยังไง ไม่รู้ซักอย่าง มีแต่ทุนไปเจ๊งเล่น ล่มจม coming soon)
10. สมัครเ็ป็นสจ๊วต (สายการบินเค้าเพิ่งมีข่าวปลดพนักงานบานตะไทหยกๆ)
11. สมัคร AF/ The Star เพราะร้องเพลงพอไปได้ หน้าตาปานกลาง (ตกรอบคัดเลือกชัวร์ เลยวัยแล้วอีกตะหาก เด็กเอ๊าะๆไม่กรี๊ด)

ลิสต์มาแล้วตั้ง 11 อัน ยังหาตัวเลือกที่รู้สึกว่าดีไม่ได้เลยเนอะ ลำบากจัง เหอๆ

จบ blog วันนี้เด้อ ไร้สาระสิ้นดี 555

อยากเขียน blog แต่นึกไม่ออกเขียนไรดี นึกหัวข้อลอยๆขึ้นมาเองละกัน
วันนี้จะเขียนเรื่อง อย่าเสียใจกับอดีต ครับ ไม่น่าจะยาว

หลายๆคน (อาจจะไม่ทุกคน) มักจะเคยตัดสินใจ หรือกระทำอะไรผิดพลาดไปในอดีต แล้วก็เอาแต่เก็บมานั่งเสียใจ คิดแต่ว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะ... หรือ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะไม่... แล้วก็คิดวนเวียนอยู่แบบนั้น (เหมือนที่เพลงอกหักหลายๆชอบแต่งประมาณว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะไม่ทำให้เธอเสียใจ อะไรประมาณนี้)

ความจริงแล้ว ความคิดแบบนั้น ผมว่ามันไม่ได้ช่วยให้มีอะไรในชีวิตคุณดีขึ้นหรอกนะครับ คิดไปก็เท่านั้น
เหตุผล
1. คุณย้อนเวลาไม่ได้นิ
2. ถึงย้อนกลับไปได้จริงๆ คิดเหรอว่าจะแก้ไขได้ ลองคิดดูอีกทีว่า ณ เวลานั้น ตอนนั้น ความคิด อารมณ์ ข้อมูล ที่คุณมีอยู่มันเป็นอย่างไร ถ้าย้อนกลับไปอยู่สถานะนั้นแล้วให้คุณตัดสินใจอีกครั้ง คิดว่าคุณจะเปลี่ยนการตัดสินใจของคุณหรือไม่ ไม่รู้เหมือนกันนะว่าคนอื่นคิดยังไง แต่อย่างน้อยถ้าเป็นผม ก็คงไม่เปลี่ยนใจ ให้ผมย้อนเวลากลับไปอีกร้อยครั้งพันครั้งผมก็คงตัดสินใจเช่นเดิม เพราะว่า ณ เวลานั้นผมไม่รู้หรอกว่าการเลือกทางไหนเป็นสิ่งที่ถูก
3. ถ้าคนเรารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตก็คงไม่มีใครเคยทำอะไรผิดพลาดหรอก

เคยมีคนบางคน มาบอกให้ผมลืมอดีตอันเลวร้ายที่ผ่านมาไปซะ แล้วเริ่มต้นใหม่ ถามจริงๆว่าคนเราจะลืมมันได้ลงเหรอ (ยิ่งความจำดีแบบผม 555)

ถ้าอย่างนั้นแล้ว เราควรจะทำยังไงล่ะ ในเมื่อเราไม่ควรไปเสียใจกับอดีต แล้วก็ไม่สามารถลืมอดีตอันเลวร้ายนั้นได้ด้วย คำตอบสำหรับผมคือเราควรจะจำมันไว้ทุกอย่างเท่าที่จะจำได้ เพียงแต่เราไม่ได้เก็บมาเพื่อมานั่งเสียใจ แต่เราเก็บมันมาเพื่อเป็นบทเรียนให้กับเราเพื่อช่วยในการตัดสินใจให้ดีขึ้นต่อไปในอนาคต

การคิดแบบนี้ นอกจากจะทำให้เราไม่ซีเรียสกับเรื่องในอดีตแล้ว ยังทำให้เราพร้อมที่จะมองต่อไปในอนาคตได้อีกด้วย และยังมีประโยชน์ทางอ้อม ทำให้คุณเป็นคนมั่นใจในตัวเองมากขึ้น กล้าตัดสินใจมากขึ้น มองตัวเองในแง่ดีมากขึ้น

จงอย่าเสียใจกับอดีต แต่เก็บมันไว้บทเรียนสำหรับอนาคต

ผมไม่เสียใจกับการตัดสินใจ หรือการกระทำในอดีตของผมเลยแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิดก็ตาม

จบ blog วันนี้เด้ิอ วันนี้มาแบบมีสาระแมะ อิอิ (หรือว่าไร้สาระ) :)

มีแต่คนมองเศรษฐกิจโลกในแง่ร้าย แต่ในความคิดผมกลับสวนกระแสครับ ผมคิดว่าวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจโลกขณะนี้ มีผลดีมากกว่าผมเสียครับ

ข้อดีของวิกฤตครั้งนี้ที่ผมเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ มันช่วยรักษาทรัพยากรให้เราได้มากมายทีเดียวครับ เพราะทุกวันนี้ประชากรโลกของเรา บริโภคทรัพยากรโลกมากเกินความจำเป็นเกินไปแล้ว โดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่บ้าพลังอย่างจีน อินเดีย เวียดนาม เขมร และประเทศจอมบริโภคบ้าพลังแบบไม่คิดเช่น อเมริกา

ลองสังเกตดูสินค้าจากจีนสิครับ ผลิดมาแต่ละอย่าง คุณภาพแย่มาก สักแต่ถูก ใช้ทรัพยากรโคตรเปลืองเลยครับ ของแต่ละชิ้นใช้ไม่ทันไรกลายเป็นขยะไปแล้ว

ในขณะที่ฝั่งอเมริกาก่อนหน้านี้ นั่นก็บ้าระห่ำเหมือนกันครับ ซื้อนู่นซื้อนี่ บางอย่างไม่ได้ใช้ก็ขอให้ได้ซื้อไว้ก่อน

ถ้าเรายังคงบริโภคทรัพยากรในอัตราเร่งเช่นนี้ต่อไป อีกไม่กี่ปีเราจะเหลืออะไรให้ใช้ล่ะครับนี่ ไหนจะโลกร้อน ไหนจะป่าไม้ลด ทรัพยากรที่ใช้ได้ก็หดหายเพราะถูกแปรสภาพกลายไปเป็นขยะ

ดังนั้น วิกฤตการเงินครั้งนี้ มองในอีกมุมหนึ่ง ผมว่ามันดีมากเลยล่ะครับที่เกิดวิกฤตขึ้น มนุษย์โลกจะได้ลดๆการใช้ทรัพยากรกันหน่อยเถอะ ไม่ใช่บ้าแต่เศรษฐกิจกันอย่างเดียวจนลืมกันไปหมดแล้วล่ะมั้งว่าทรัพยากรโลกมีจำกัดนะ ถ้าโลกมีภัยภิบัติครั้งใหญ่ขึ้นมา เงินที่คุณๆหากันมาก็กลายเป็นแค่เศษกระดาษนะครับ อย่าลืม

แต่วิกฤตครั้งนี้ก็คงได้แค่ช่วยถ่วงเวลาชั่วคราวให้อัตราการใช้ทรัพยากรลดลงบ้างน่ะครับ ถ้ายังไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอจริงๆ ปัญหานี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไป

จริงๆผมก็แปลกใจอีกอย่างนะครับ เห็นมีบรรจุในระบบการศึกษาตั้งแต่สมัยผมยังเป็นเด็ก ว่าทรัพยากรโลกจะหมดๆๆๆ เราต้องรักษากันไว้ แต่ 20 กว่าปีผ่านไปผมก็ไม่เห็นจะมีใครจริงจังกะเรื่องสิ่งแวดล้อมเลย โดยเฉพาะเหล่าผู้นำประเทศแต่ละประเทศ เห็นเอาแต่บ้าเศรษฐกิจกัน

คงเป็นเพราะสังคมปัจจุบันมีแต่การเห็นแก่ตัวกันล่ะมั้ง ก็เลยทำให้สนใจกันแต่เศรษฐกิจ เพราะถ้าใครใส่ใจสิ่งแวดล้อมก่อน คนๆนั้นจะต้องเป็นคนที่เสียสละมากๆเนื่องจากจะโดนประเทศอื่นเอาเปรียบครับ

ตัวอย่าง อิรัก มีน้ำมัน อเมริกาอยากได้ ก็ไปยิงมันซะ เอาเปรียบกันเห็นๆ เฮ่อ

อีกปัญหาหนึ่งที่เป็นต้นตอของปัญหาทรัพยากรโลกไม่พอ+ประชากรจนลง ก็คือ ปัญหาประชากรล้นโลกครับ
ไว้ถ้ามีอารมณ์จะเขียนเพิ่มเมื่อไหร่จะมาเขียนเรื่อง ปัญหาประชากรล้นโลก ให้อ่านกันอีกทีละกัน

จบ blog วันนี้ครับ ออกเครียดไปหน่อยนะ เพราะปีนี้มีแต่ข่าวเครียดๆ

Blog EntryWhat I learn from many management booksOct 1, '08 2:51 AM
for everyone

พักนี้ว่างจัดถึงขั้นมีเวลาอัพ blog ในเวลางานได้ แม้จะมาทำงาน 11 โมง กลับ 17.30 ก็ยังคงทำงานของตัวเองเสร็จทั้งหมดทันเวลาไม่เคยเลท อิอิ หลังจากใช้นโยบาย ทำเฉพาะงานของตนเอง เลิกช่วยชาวบ้าน (ให้สมกับตำแหน่งตัวเองที่เป็นจูเนียร์) ทำให้ว่างขึ้นอีกเยอะ

เข้าเรื่อง blog วันนี้ดีก่า นึกอยู่หลายวันว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี นึกไม่ค่อยออก คิดไปคิดมา เอาเนื้อหาจากในหนังสือ management ทั้งหลายที่พักนี้อ่านไปหลายเล่ม(เนื่องจากว่างจัด)มาเล่าให้ฟังก็ละกัน

เนื้อหาเรื่อยๆเปื่อยๆ คือเขียนแบบนึกไรออกก็เขียน อาจจะไม่ได้แบ่งหัวข้อชัดเจนอะไรมากมาย อ่านๆไปละกันนะ

1. คติในการทำให้คุณทำงานได้เร็วขึ้น - Do it now!

อันนี้มันก็ไม่มีอะไรมาก เหมือนเป็นประมาณคาถาสะกดจิตใจตัวเอง อย่าค้างคาอะไรไว้ให้มันเป็นดินพอกหางหมู ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็รีบๆจัดการซะ อันนี้ไม่รวมถึงอะไรบางอย่างที่มันทำ ณ ตอนนั้นไม่ได้จริงๆเพราะเกินความสามารถเรานะครับ ที่เน้นให้ทำเดี๋ยวนั้น คืออะไรที่เราทำได้ ณ เวลานั้น ก็จัดการทำๆไปเลย ไม่ต้องมาบ่ายเบี่ยง เช่น โทรศัพท์ตามงานชาวบ้าน แทนที่จะรอจนถึงบ่าย 2 เราก็ทำมันซะเดี๋ยวนั้นเลยนั่นแหละ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว

2. Wrong decision is better than doing nothing

อันนี้ก็คือว่า การตัดสินใจที่ผิดพลาด ยังดีกว่าการที่ไม่ตัดสินใจอะไรเลย เพราะว่าแม้คุณจะก้าวพลาด แต่คุณก็ยังได้เรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดนั้น และช่วยให้การตัดสินใจครั้งต่อไปดีขึ้น แต่ถ้าคุณไม่ตัดสินใจหรือทำอะไรเลย ทุกอย่างก็จบเห่ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเลยด้วยซ้ำ

3. หากคุณเป็นหัวหน้าใคร จงปฎิบัติตัว ในสิ่งที่คุณอยากให้ลูกน้องของคุณเป็น

อันนี้ก็คงปกติ ถ้าหัวหน้ายังไม่ทำ แล้วลูกน้องที่ไหนมันจะทำ ลำพังแค่คำพูดปากเปล่าที่ไร้ซึ่งการกระทำย่อมไม่มีความหมายใดๆ

4. Motivate ลูกน้องให้เค้าทำงานให้เราด้วยใจ มิใช่การบังคับ

สำหรับหัวข้อนี้ เป็นอะไรที่พูดง่ายทำยากครับ แต่ถ้าทำได้แล้วผลที่ตามมาจะดีแบบสุดยอดแน่นอนครับ ที่ทำยากเพราะว่า expect ของลูกน้องแต่ละคน รวมถึงลักษณะนิสัย และอื่นๆ ไม่เหมือนกันครับ คุณต้อง treat ลูกน้องแต่ละคนไม่เหมือนกันด้วยเช่นกัน แต่ต้องปรับให้เข้ากับลักษณะของเค้าให้ได้มากที่สุด เรื่องนี้คงไม่มีตำราตายตัวที่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยได้คือ การทำตัวเป็นกันเองกับลูกน้อง เพื่อทำลาย barrier ที่กั้นระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องออกครับ สิ่งนี้จะช่วยให้คุณได้รับ"ความจริง"จากปากลูกน้องของคุณมากขึ้น และช่วยให้เข้าใจเค้าได้ดีขึ้น ทำให้คุณสามารถคิดหากลยุทธในการดึงดูดใจให้เค้าทำงานให้เราได้ด้วยใจได้มากขึ้น

อันนี้จากประสบการณ์การทำงานของผม ก็เคยมีหัวหน้าที่ motivate ผมได้ด้วยใจอยู่นะ ตอนนั้นทำงานให้แบบทุ่มสุดตัวเลย ผลงานที่ออกมาย่อมจะดีกว่าการทำงานแบบขอไปทีแน่นอน

5. การเมืองในสำนักงาน มีทุกที่ คุณเลี่ยงมันไม่ได้หรอก

เพียงแต่ว่า คำว่าการเมืองในสำนักงานเนี่ย มันมีความหมายกว้างกว่าที่คนทั่วไปคิดครับ โดยทั่วไปเรามักจะมองการเมืองแต่ในแง่ลบ เช่นคนนั้นเลียแข้งเลียขาเจ้านาย คนนี้ชอบใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น อะไรพรรค์นั้น

แต่จริงๆแล้ว คำว่าการเมืองในสำนักงานยังหมายรวมถึงเรื่องอื่นด้วย เช่นการเจรจาต่อรอง การหา supporter มาสนับสนุนเรา และอื่นๆอีกมากมาย

ทีนี้ถ้าเราเลี่ยงมันไม่ได้ เราควรจะทำยังไง คำตอบที่ดีที่สุดคือ เราก็ต้องยอมรับ และหาทางใช้ประโยชน์จากมันบ้างครับ ไม่ได้บอกให้คุณไปเลียแข้งเลียขาเจ้านาย หรือไปใส่ร้ายคนอื่นนะครับ แต่ให้คุณใช้การเมืองเพื่อทำให้งานของคุณประสบความสำเร็จ เดี๋ยวยกตัวอย่างจากของในหนังสือมาให้อ่านดูละกัน จะได้เห็นภาพ

ตัวอย่าง มีคนชื่อจอร์น เป็น project manager ของบริษัทแห่งหนึ่ง กะลังทำ project ใหม่ ชื่อว่า เสจบรูก ซึ่ง project ตัวนี้ ถ้าทำเสร็จ จะทำให้ product ตัวเก่าของบริษัทถูก obsolete ทิ้ง แต่ตัวใหม่จะเข้ามาแทนที่ เพราะมีข้อดีอื่นๆมากมาย งานนี้ก็เลยทำให้กลุ่มผู้ดูแล product เก่าพยายามทำให้ project เสจบรูกนี่ล่ม เพราะกลัวตกงาน

สิ่งที่จอร์นต้องทำ ก็เลยต้องไปหาพรรคพวกผู้สนับสนุนมาเพิ่ม โดยงานนี้ จอร์นได้ผู้ช่วยเป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดที่พูดจาหว่านล้อมเป็นเลิศ และฝ่ายตลาดก็ได้ประโยชน์จาก project นี้ เพราะจะได้มีอะไรใหม่ออกไปขาย

จอร์นก็เลยไปปรึกษาให้หัวหน้าฝ่ายการตลาด นามว่า ลินด์ มาช่วยพูดให้ ลินด์ก็เลยไปพูดหว่านล้อมเหล่า CEO และบอร์ดบริหารทั้งหลาย จนยอมให้ project เสจบรูกบรรลุผ่านไปได้ในที่สุด

ผลจากการเล่นการเมืองของจอร์น บริษัทได้กำไรเพิ่ม ฝ่ายขายได้ค่าแป๊ะเจี๊ยะเพิ่ม ตัวจอร์นเองก็ได้ชื่อเสียงเพิ่ม ส่วนพวกผู้ประสงค์ร้ายต่อโปรเจคก็ต้องพ่ายแพ้ไป จะเห็นได้จากตัวอย่างนี้ว่า แม้จอร์นจะเล่นการเมือง แต่จอร์นก็ไม่ใช่คนเลวนะครับ แค่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดที่บริษัทจะได้รับเท่านั้นเอง

ตัวอย่างนี้ก็เป็นแค่ประโยชน์นึงของการเล่นการเมืองในสำนักงานนะครับ ยังมีประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย

6. การเป็นหัวหน้า ไม่สำคัญว่าคุณจะรู้ทฤษฎีอะไรมาเยอะแยะ แต่สำคัญว่าคุณจะคุมลูกน้องให้ทำงานให้คุณเต็มที่ได้หรือเปล่า

เค้าบอกไว้ชัดเจนเลยว่า ถึงคุณจบ MBA มา ก็เท่านั้นแหละครับ ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกถ้าสุดท้ายคุณไม่สามารถคุมคนอื่นให้ทำงานเพื่อคุณได้ เพราะปัจจุบันคุณไม่สามารถทำงานตัวคนเดียวในโลกอันซับซ้อนได้อีกแล้ว คุณต้องพึ่งคนอื่นหลายๆคนช่วยกันทำงานเป็นทีม

ตัวอย่างสมัยโบราณกาล ก็ลองดูสามก๊กก็ได้ครับ ลองไปอ่านๆดูดีๆจะพบว่าทั้งสามก๊กนั้น หัวหน้าก๊กทุกก๊กต่างมีความสามารถในการซื้อใจลูกน้องทั้งนั้น ทั้งโจโฉ ซุนกวน เล่าปี่ ลูกน้องทำงานให้ด้วยใจทุกคนครับ ส่วนก๊กอื่นๆที่ลูกน้องไม่ค่อยอยากทำงานให้ก็ล่มสลายไปตามกาลเวลา หรือแม้แต่ทั้งสามก๊กเอง ตอนหลังเปลี่ยนเจ้านายแล้วก็ทำตัวไม่ดีกัน ทำให้ลูกน้องเก่งๆตีตัวออกห่างกันหมดจนต้องเจ๊งไปทั้งสามก๊ก

7. Work life balance

ต้องรู้จัก balance ระหว่างชีวิตส่วนตัวและงานครับ อันนี้ลำบากหน่อยสำหรับคนที่เป็นหัวหน้า เพราะว่า แม้จะพยายามแยกชีวิตส่วนตัวและงานออกจากกันอย่างชัดเจนเพียงไร แต่ลูกน้องคุณส่วนใหญ่ก็ไม่แยกมันออกจากกันหรอกครับเพราะเค้ายังเห็นคุณคนเดิมร่างเดิมอยู่ดี

แล้วถ้าอย่างนั้น หัวหน้าควรทำอย่างไร สิ่งที่ควรทำก็คือ นอกจากเอาใจใส่เรื่องงานแล้ว ก็ควรเอาใจใส่ในเรื่องส่วนตัวของลูกน้องคุณด้วยครับ เช่นเค้าปวดหัว ไม่สบาย เป็นไข้ อะไรงี้ ก็แสดงความห่วงใยซะบ้าง ไม่ใช่สักแต่จะให้เค้าทำงานๆๆๆๆๆๆ เค้านอนป่วยจะตายอยู่บ้านก็ไม่สนใจยังจะโทรไปให้เค้าทำงานให้คุณอีก แบบนี้เป็นต้น

ถ้ารู้จัก work life balance ก็จะเป็นส่วนช่วยซื้อใจลูกน้องได้อีกโขครับ

อันนี้เค้ามีทำวิจัยมาด้วยว่า คนที่เกิดหลังจากปี ค.ศ. 1975 จะให้ความสำคัญกับชีวิตส่วนตัวมากขึ้นกว่าคนเกิดก่อนหน้านั้น และจะมี loyalty ต่อองค์กรต่ำมาก ดังนั้นนโยบายที่ดีที่สุดคือการซื้อใจลูกน้องครับ และ work life balance ก็เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยซื้อใจตรงนั้นได้

 

เขียนยาวและ พอดีก่า จบ blog คร้าบ

เนื้อหาสับสนหน่อยนะ ไม่ได้เรียบเรียง บอกแล้วเขียนเรื่อยเปื่อย


Blog EntryExpectationSep 15, '08 9:22 AM
for everyone
ตั้งชื่อ blog เลียนแบบไอ้เอกอ้วนมั่ง 555 แต่เนื้อหาไปคนละเรื่องกะของมัน เพราะไม่ได้คิดจะมาเขียนเรื่องงาน

วันนี้ก็นั่งทอดน่องอยู่บ้านอ่านการ์ตูนไร้สาระไปเรื่อยๆเปื่อยๆ แล้วก็มาลองนั่งคิดดูว่า Expectation ในชีวิตของเราคืออะไรกันนะ

ไปสัมภาษณ์ที่ไหนๆก็ถามกันจั๊ง คำถามเนี้ย ไอ้จะตอบไปว่า expectation ในชีวิตเราคือการทำงานชิลๆ เงินเดือนพอกินพอใช้ เดี๋ยวมันก็หาว่าเราไม่ตั้งใจทำงานไม่รับเรา ไม่ยอมอัพตำแหน่งให้เรา (ทั้งที่จริงๆ งานก็ไม่ได้ชิลน่ะนะ ก็ให้เราทำปริมาณเท่าเดิมแหละ ไม่ว่าเราจะอยากชิลหรือไม่อยากชิล) รู้สึกว่าทำไมชีวิตมันยากจังน้อ

ผ่้่านชีวิตมาก็หลายปี ผ่านมาตั้งแต่ยุคจนแกลบไม่มีตังค์ไปหาหมอ จนถึงยุคที่มีกะัตังค์ใช้แบบไม่ต้องคิดมาก (เล่าเหมือนตัวเองแก่มาก จริงๆยังห่างจากเลข 3 อีกตั้งหลายปี) ไอ้ตอนไม่มีตังค์ก็อยากจะมี แต่พอมีแล้วถึงจุดนึงก็รู้สึกเฉยๆ มีมากกว่านี้ไปก็ใช้ไม่หมดอยู่ดี

ถามว่ามีความสุขกว่าตอนไม่มีตังค์มั้ย ก็ นิดหน่อย แต่พูดตรงๆก็ไม่ถึงกับ significant หรอก ตอนจนๆ ก็ไม่เห็นจะมีความทุกข์อะไรมากมาย ก็อยู่สบายมีความสุขดี

ถ้าอย่างนั้นแล้ว เราจะเครียดพยายามหาเงินเยอะแยะไปเพื่ออะไรหว่า เหมือนทำเพื่อ expectation ของคนอื่น แต่ไม่ได้ทำเพื่อ expectation ของตัวเองเท่าไหร่เลย มีแต่คน expect อย่างนั้น อย่างนี้ แต่จริงๆเราก็ไม่ได้อยากทำอะไรยากมากมายวุ่นวายขนาดนั้นหรอกนะ (แม้จะมี potential ที่จะทำได้ก็เถอะ)

ว่าแล้วก็ กลับมาทำตัวชิลๆ ทำงานแบบชิลๆ ใช้ชีวิตแบบชิลๆ ตามสไตล์เราดีกว่า เพิ่มความสุขให้ชีวิต กรั่กๆๆๆ

ลำบากนิดนึงก็ไอ้ตอนมีคนมาเรียกให้ทำงานนี่แหละ เห็นงานมากองตรงหน้าก็ตัดใจทิ้งไม่ค่อยได้แฮะ - -' ความรับผิดชอบสูงเกิน แต่ถ้าไม่มากองให้เราเห็นเราก็แอบเนียนพักผ่อนบ้างละกันนะ อิอิ

จบ blog วันนี้ ว่าแต่ เขียนมาทั้งหมด ยังไม่รู้สึกว่าคนอ่านจะได้อะไรจากบทความนี้เลยนะเนี่ย เขียนเรื่อยเปื่อยจริงๆ

หัวเรื่องที่ไม่อยากจะเขียนลง blog มากที่สุด เรื่องการเมืองนั่นเอง แต่วันนี้เห็นทีวีออกอากาศจากทางสองฝั่งเทียบกันแล้ว ทนไม่ไหว

อันที่จริง ก็ไม่ได้รักใคร่อะไรพาลทะมิดเป็นพิเศษหรอกนะครับ (แต่ก็เกลียดตาหมักมากกว่าแหละ เป็นผู้ว่ากรุงเทพล้านคะแนนแต่ไม่เคยมีผลงานซักกะอย่าง) แต่หลังจากที่เห็นวีดีโอภาพถ่ายอันที่ตำรวจทำร้ายประชาชน กะอีกอันก็ล่าสุดที่ยิงแก๊สน้ำตา ต้องบอกว่า "น่าเกลียดมาก"

เข้าประเด็น ที่อยากจะบอกว่าน่าเกลียดที่สุดก็คือ NBT นี่แหละ โกหกประชาชนกันหน้าตายหน้าด้านๆ มิน่าทำไมพาลทะมิดถึงต้องยกพลไปปิด เ้ข้าใจขึ้นมาทันที

ทีวีออกข่าวช่องอื่น ยืนยันเหมือนกันหมด มีการยิงแก๊สน้ำตา แต่ผู้สื่อข่าว NBT รายแรก รายงานโกหกหน้าซื่อๆเฉยเลยว่า ไม่มีการยิงแก๊สน้ำตา เป็นแค่ประทัดกับควันธรรมดา เอากะเค้าสิ
ครึ่งชม. ผ่านไป มีผู้สื่อข่าว NBT อีกคน คงทนหน้าด้านต่อไปไม่ไหว ถึงยอมบอกว่าความจริงว่า มีการยิงแก๊สน้ำตา แต่ยังไม่ยอมบอกอยู่ดีว่าใครยิง อ้างว่า ไม่รู้เรื่อง

ดูจากวีดีโอที่เห็น ดูยังไงก็ออกมาจากฝั่งตำรวจ นะ

ต่อมา ช่อง NBT สัมภาษณ์ตำรวจที่เข้ามาชุดนึง ทำเป็นผ่ากระสุนโชว์ให้ดูว่า เนี่ยกระสุนยางธรรมดา ไม่มีแก๊สน้ำตา
คือ กระสุนที่เอ๊งเอามาโชว์ กะไอ้ลูกที่ยิงออกไป ต่างกันหรือเหมือนกัน ใครจะไปรู้วะ จะมาผ่าโชว์ให้เสียเวลาทำซากอะไรมิทราบ ไร้สาระจริงๆ เสียเวลาออกข่าวไร้สาระไปอีก 10 นาที เพื่อมอมเมาประชาชนว่าตำรวจไม่ไ่ด้ทำอะไร

ถัดมาตำรวจออกข่าวผ่าน NBT ว่า ตำรวจโดนแก๊สน้ำตา บาดเจ็บไปสองคน แต่เห็นจากในวีดีโอ ไม่เห็นมีควันตรงฝั่งตำรวจเลยซักกะติ๊ดเดียว เห็นมีแต่ควันตรงฝั่งพาลทะมิด ตำรวจมันได้รับบาดเจ็บจากแก๊สน้ำตา ได้ยังไงวะ

ยังไม่พอ พอถามว่า เห็นมีแก๊สน้ำตายิงออกมาจากฝั่งตำรวจ จะอธิบายว่ายังไง ตำรวจตอบกลับมาหน้าด้านๆตามเคย บอกว่า มีคนเขวี้ยงมา ก็เลยเขวี้ยงกลับออกไป อันนี้ขอคิดตามหลักความจริงหน่อยนะครับ มันจะเก่งขนาดเขวี้ยงกลับออกไปได้ 100% ขนาดไม่มีควันในฝั่งตำรวจเลยแม้แต่นิดเดียว ขนาดนั้นเลยเหรอ แถมดูวีดีโอตั้งนาน ตูไม่เห็นมีอะไรเขวี้ยงเข้าไปในฝั่งตำรวจเลย เห็นมีแต่ไอ้ที่เขวี้ยงออกมาจากฝั่งตำรวจไปหาพาลทะมิด


โกหก ตอแหล หลอกลวงประชาชนสิ้นด

เฮ่อ มิน่าไม่ค่อยเจริญ ไทยแลนด์

ถึงรัฐบาลนี้จะออกไปได้ ผมก็ไม่คิดว่าประเทศไทยจะเจริญขึ้นหรอกนะ เพราะรากเหง้าแห่งปัญหาที่แท้จริงยังคงมีอยู่ นั่นก็คือ การศึกษา ที่แสนจะมีมาตรฐานต่ำสุดๆ

กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ สื่อทั้งหลายเรียกกันว่า เป็นกระทรวงเกรด B ทั้งๆที่เป็นกระทรวงที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศมากๆ แต่นักการเมืองน้ำเน่าของไทยไม่เคยเห็นความสำคัญ ไม่สิ มันเห็นความสำคัญแหละ แต่มันไม่คิดจะพัฒนากระทรวงพวกนี้ เพราะมันกลัวประชาชนจะฉลาดเกิน จนมันหลอกใช้ไม่ได้อีกต่อไป

ก็จงเป็นแบบนี้ต่อไปอีกเป็นร้อยปีล่ะน้า ประเทศไทย

ขอให้ทุกท่านที่ยังมีปัญญา ก็หาทางเอาตัวรอดกันต่อไป โชคดีเด้อ

Blog EntryBLANK BLANK BLANKAug 29, '08 1:57 AM
for everyone

Long time no update at my blog. It's very hard for me to write a new article which is not a blame/complain article . Anyway, I still want to contribute something to my blog.

So what should I write today? I dunno.

Well, then, what should I do next? I dunno.

OK. Let's end this very stupid + unuseful blog.

End of today blog.

Sorry for everyone who read this very very blanking blog  but I know you're familiar with it becuase this is not the first time I write this kind of blog.


ไม่ได้เขียน blog มานานแล้วเหมือนกันนะนี่

วันนี้พอดีไปดูเว็บของหนังเรื่อง Wall.E มา เห็นมีให้สร้างหุ่นยนต์เล่นด้วย ลองเล่นกันดูนะ ^^

1. เข้าไปที่ลิงค์นี้โลด -> http://disney.go.com/disneypictures/wall-e/
2. กดปุ่ม Build-A-Bot
3. เลือก Create Your Bot
4. ใช้เมาส์เลื่อนไอ้อันเลื่อนข้างล่างซ้ายขวา เพื่อเลือกลำตัวก่อน พอใจเมื่อไหร่ก็กด choose body แล้วก็ Next
5. ทำคล้ายตะกี๊แหละ แต่เลือกส่วนฐานแทน ไว้ใช้เคลื่อนที่
6. ต่อไปก็เลือกสี
7. เลือกเสียงให้หุ่นจากปุ่มบนจอ กลุ่มซ้าย 4 อันเป็นเสียงตอนเคลื่อนที่ กลุ่มกลางเป็นเสียงตอนขยับตัวอื่นๆ กลุ่มขวาเป็นเสียงตอนคุย
8. สร้างเสร็จแล้วก็เอาไปเล่นเกมต่อได้เลย มันมีเกมให้เล่น บังคับหุ่นเก็บแต้ม

ข้างล่างนี่คือที่สร้างออกมาเสร็จแล้ว หน้าตาประหลาดแท้





พักนี้คนโทรมาเรียกทำประกันเยอะแยะไปหมด น่้ารำคาญ เลยจะมาบรรยายให้ฟังซักหน่อยละกันว่าเมื่อไหร่ที่คุณควรหรือไม่ควรทำประกัน ในฐานะที่เคยทำ IT ให้ธุรกิจนี้ก็พอจะมีความรู้ด้านนี้อยู่พอสมควร

เริ่มต้นจากหลักการก่อน การประกันนี่เริ่มแรกรู้สึกจะเกิดจากคนชื่อลอยด์ คุยกับเพื่อนไว้ว่าถ้าเพื่อนตายภายใน... ลอยด์จะจ่ายเงินให้เป็นจำนวน... แต่ถ้าไม่ตายลอยด์ก็แฮปเบี้ยประกันไป ผลก็คือ เพื่อนมันตายก่อนกำหนดและลอยด์ขาดทุนต้องเสียตังค์ให้ครอบครัวเพื่อนมัน ฟังดูเผินๆคล้ายๆการพนันใช่ไหม แต่ความจริงแล้วมีความต่างอยู่เล็กน้อย จุดที่สำคัญที่สุดก็คือ การพนันเราไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้สูญเสีย แต่การประกันเรารู้ว่าคนที่จะสูญเสียต้องเป็นไอ้คนที่ตายนั่นเอง

กลับมาสู่ยุคปัจจุบัน สำหรับไทย จะแบ่งประกันเป็น 2 แบบใหญ่ๆก่อนคือ ประกันชีวิต และ ประกันภัย (ไม่รู้เหมือนประเทศอื่นป่าว แต่คิดว่าคงเหมือน)

1. ประกันชีวิต
ก็ตามชื่อ ประกันชีวิตคุณน่ะแหละ มีรายละเอียดจุกจิกมากมายขี้เกียจกล่าวถึง ทีนี้ ถ้าถามว่าคุณควรทำประกันชีวิตเมื่อไหร่ ผมแนะนำว่า คุณควรทำประกันชีวิตด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
   - คุณเป็นคนสำคัญในการหาเลี้ยงครอบครัว ถ้าคุณตายไปคนอื่นในครอบครัวลำบาก ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เช่นกรณีที่คุณเป็นหัวหน้าครอบครัวและรายได้เกินกว่าร้อยละ 80-90 ของครอบครัวมาจากคุณ นอกจากนี้คนอื่นๆในครอบครัวยังไม่สามารถเข้ามาเทคโอเวอร์เพื่อทำรายได้ต่อจากคุณได้ด้วย แต่ถ้าครอบครัวของคุณมีคนหารายได้ได้หลายคน ถึงคุณตายไปเค้าก็ไม่ได้ลำบากมากมาย ไม่ต้องไปทำหรอก ถ้าจะทำแค่เพื่อลดภาษี เก็บเงินออม ไปหาวิธีอื่นคุ้มกว่ากันเยอะ ทำประกันเผลอๆจะขาดทุนเอา
   - เป็นสวัสดิการให้พนักงานบริษัท ให้พนักงานในบริษัทรู้สึกดี

2. ประกันภัย
แบ่งย่อยออกได้เป็นอีก 4 คลาส

2.1 ประกันไฟไหม้
ก็คือประกันเพลิงไหม้ต่อทรัพย์สิน อาคารบ้านเรือน อะไรทำนองนี้ เป็นกลุ่มที่ผมแนะนำว่าคุณควรจะทำประกันมากที่สุดเพราะส่วนใหญ่ของที่ประกันมักจะเป็นของแพงมากกกกกกกกก เช่นบ้านราคาหลายล้าน หรือตึกราคาหลายสิบล้าน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมันยากมากกว่าคุณจะหาเงินมาสร้างหรือซื้อมันได้ ดังนั้น เจียดเงินซักเล็กน้อยมาประกันมันหน่อยก็ดี แต่ ถ้าผมมีเงิน 1000 ล้าน ผมก็คงไม่อุตส่าห์จ่ายเงินประกันให้กระต๊อบหลังละ 5 แสนหรอก อันนี้ก็คงต้องพิจารณาตามกำลังทรัพย์ที่ัตัวเองมีีอีกที

2.2 ประกันภัยทางทะเล
คนทั่วไปไม่ค่อยได้มีโอกาสต้องทำหรอก ส่วนใหญ่เป็นพวกประกันเรือ ประกันสินค้าบนเรืออะไรแบบนี้ ถ้าคุณเป็นพวกทำธุรกิจเดินเรือหรือทำธุรกิจ import/export หรือธุรกิจเดินเรือ ก็อาจจะต้องทำ สำหรับประกันประเภทนี้ ผมแนะนำให้ดูว่าสินค้าในล็อตนั้นๆมีมูลค่ามากแค่ไหน ถ้าคุณรู้สึกว่ามันมาก ก็ทำประกันไป แต่ถ้ารู้สึกว่ามันน้อย ก็ไม่ต้องทำ อันนี้ขึ้นอยู่กับเงินทุนของกิจการด้วย ส่วนการประกันเรือ นี่แนะนำให้ทำอย่างยิ่งเพราะเรือลำนึงแพงมาก แต่จะว่าไปก็ไม่เคยเห็นเรือลำไหนไม่ทำประกันนะ

2.3 ประกันภัยรถยนต์
อันนี้คงเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีมากที่สุด ทีนี้ประกันภัยมีอยู่ 3 ชั้น คุณควรทำชั้นไหนเมื่อไหร่อย่างไหร
   - ประกันชั้น 1 ประกันทั้งรถคุณ รถฝั่งตรงข้าม รวมทั้งคนขับ คนนั่ง รวมถึงกรณีรถหาย รถระเบิด ไฟไหม้ คุณควรทำประกันชั้นนี้ก็ต่อเมื่อรถคันนั้นคุณซื้อมาด้วยความยากลำบากมากๆ เช่นรถคันละ 7 แสน แต่ทั้งบ้านมีเงินเก็บรวมกันแค่ 4-5 ล้าน ถ้ารถคันนี้เกิดอะไรไปทั้งบ้านอาจช็อกตายได้ ในทางตรงกันข้าม คุณไม่ควรทำประกันชั้นนี้หากรถคันนั้นสำหรับคุณแล้วมันซื้อได้ง่ายๆไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก อีกสาเหตุที่ผมไม่ค่อยแนะนำหากคุณมีเงินเยอะๆ เพราะว่าถ้าชนแค่นิดหน่อยแล้วคุณใช้ประกันทำสี เคาะ หรือซ่อมอะไรก็ตาม มันมักจะทำห่วยกว่าเคสที่คุณยอมจ่ายเงินเอง บางคนอาจจะคิดว่าดีที่ไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมเอง มันไม่จริงหรอกครับเพราะประกันก็จะมาคิดเบี้ยประกันแพงขึ้นในปีถัดไป
   - ประกันชั้น 2 รู้สึกว่าจะประกันรถเราแค่บางกรณี เช่นรถหาย รถไฟไหม้ แต่ถ้าชนธรรมดาไม่นับ ที่เหลือก็เหมือนชั้น 1 กล่าวโดยสรุป ไม่มีเหตุผลอันใดที่สมควรให้คุณเลือกทำประกันชั้นนี้เลย
   - ประกันชั้น 3 ประกันเฉพาะบุคคลที่สามทั้งแบบที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต(สิ่งของ) คุณควรทำประกันชั้นนี้หากรถที่คุณขับราคาไม่ได้มีอะไรแพงมากมายสำหรับคุณ ซื้อเมื่อไหร่ก็ได้มีปัญญาซื้อใหม่ได้ตลอดเวลา กฎหมายประเทศไทยบังคับว่ารถทุกคันต้องทำประกันชั้นนี้เป็นอย่างต่ำ ซึ่งผมก็เห็นด้วย เป็นสิ่งที่ดี เพราะแม้ว่าตัวคุณจะมีปัญญาซื้อรถตัวเอง แต่คุณไม่อาจรู้หรอกว่าฝั่งตรงข้ามที่คุณไปชนด้วยมันราคาเท่าไหร่ เคยมีเคสที่รถคันหลังคันเดียวไปทำให้คันหน้าชนกัน 20 คัน สรุปคันหลังสุดต้องเป็นคนจ่ายทั้งหมด หลายล้านเลยทีเดียว เป็นเหตุผลว่าทำไมอย่างน้อยรถทุกคันต้องมีประกันชั้น 3 จะไม่มีประกันมิได้

แต่สำหรับตัวผมเอง สุดท้ายผมก็ทำประกันชั้น 1 เพราะปีแรกรถมันแถมประกันชั้น 1 มา พอจะไปเปลี่ยนเป็นประกันชั้น 3 แล้วบริษัทประกันมันตื๊อไม่ค่อยยอมให้เปลี่ยน รำคาญมันเลยทำชั้น 1 เหมือนเดิมก็ได้ - -'

2.4 ประกันจุกจิกอื่นๆ
เป็นอะไรที่แล้วแต่บริษัทประกันจะคิดขึ้นมาเอง แต่ละที่จะมีไม่เหมือนกัน อย่างที่ทิพยะประกันภัยมีตั้ง 20 กว่าแบบ ภายใต้หัวข้อนี้อันเดียว แต่บางที่ก็มีแค่ 5-6 แบบ
สำหรับประกันประเภทนี้ เหตุผลที่คุณควรทำคือ ทำไว้เป็นสวัสดิการพนักงานในบริษัทของคุณ หรือเอาไปเป็นของแถมขายสินค้า บริการ ท่องเที่ยว อะไรก็ว่าไป เช่นประกันการเดินทางบนเครื่องบิน ประกันการเดินทางบนเรือ ประกันสุขภาพ ถ้าคิดจะไปทำด้วยเหตุผลอื่นๆ ไม่แนะนำ

สุดท้ายก็คือ อยากจะบอกพวกขายประกันว่า ไม่ต้องโทรมาหาได้ไหม รำคาญ อยากทำเดี๋ยวเดินไปทำที่บริษัทเองเป็น

วันนี้ถามวิธีคำนวณตังค์ถ้าอยากจะออกก่อนหมดสัญญาว่าเค้าคิดกันยังไง (ถ้าคุณอยู่บริษัทเดียวกับผมนะ)

สูตร
เงิน per dium ที่ได้ทั้งหมด / จำนวนเดือนของสัญญา = จำนวนเงินที่ต้องจ่ายต่อสัญญาที่เหลืออยู่ 1 เดือน

เอาไปคำนวณต่อดูเอาเองละกัน เผื่อใครอยากใช้ประกอบการพิจารณาอยากลาออก

จบ blog วันนี้

Blog Entryงานแต่งงานบัติJun 15, '08 11:42 AM
for everyone
วันนี้ไปงานแต่งงานตาบัติเพื่อนร่วมเก่า เอามานั่งโม้ใน blog เล่นๆเสียหน่อย
งานจัดที่แถวๆท่าพระ ไม่ไกลบ้านเราเท่าไหร่ ที่ Jolly Suites & Spa สถานที่มันเป็นประมาณ โรงแรม + รีสอร์ท + สปา น่ะ (เผื่อใครอยากไปทำสปาผ่อนคลายต่อหลังงานเลี้ยงจบก็ได้เลย เหอๆ)

สถานที่อยู่ในซอยค่อนข้างลึกและแคบ (ซอยบางสะแก บ้านเก่าแม่ผม) เลยไม่กล้าเอารถคันใหญ่ๆไป เลือกเอาแลนเซอร์น้อยคู่ใจไปละกัน ขับง่ายดี

เข้าไปในตึก ก็ดูไม่ได้หรูหราไฮโซอะไรมากมาย ระดับกลางๆ ห้องจัดเลี้ยงก็โอเคนะ ดูดีใช้ได้ แต่ตามบันไดน่าจะเปิดไฟเพิ่มหน่อย มืด เดินแล้วลำบากมากมาย คนแก่ตาฝ้าฟางอาจหัวทิ่มหัวตำได้

แต่ว่า ถึงแม้ความหรูหรามันจะไม่ได้มากมายอะไร แต่ก็ชอบนะงานนี้ดูเฮฮาดี

การตกแต่งหน้างาน แคบไปนิด แต่ก็ทำออกมาได้ดูดีใช้ได้ทีเดียว

ตอนเสริฟอาหารจานแรก มีปิดไฟด้วย แล้วก็พนักงานยกอาหารมาเรียงแถวตรงกลางงาน จากนั้นพิธีกรก็ให้ปรบมือต้อนรับอาหารจานแรก ขำดี 555 เพิ่งเคยเห็นที่ที่ให้ความสำคัญกับอาหารขนาดนี้ (ความเห็นตรงกะจอมเขมือบแบบเรา 555 อาหารมันต้องสำคัญสิ)

หลังจากจานแรกเสริฟไปแล้วก็มีอาหารอื่นๆทยอยเข้ามาเรื่อยๆ กินๆดูก็อร่อยดีเหมือนกันนะ ดีกว่าที่เคยกินที่ไฮแอตเอราวัณอีก ผมว่างานเลี้ยงแต่งงานเนี่ย นอกจากสถานที่แล้วก็ควรจะให้ความสำคัญกับอาหารกันซะบ้างก็ดี ที่นี่จัดว่าทำได้โอเคสำหรับเรื่องนี้ ไม่มีจานที่ไม่อร่อย มีแต่อร่อย กับ ปานกลาง ที่ชอบที่สุดก็ซุป 2 ซุป คือ หูฉลามน้ำแดง กะ กระดูกหมูตุ๋นยาจีน (เคยตุ๋นเองตอนอยู่ปารีส รสชาติเหมือนของที่นี่เลย แสดงว่าเราก็ทำอาหารเก่งนะนี่  ยอตัวเอง เหอๆ)

จากนั้นก็กินไปโม้ไป หัวเรื่องหลักของการโม้ส่วนใหญ่จะหนักไปทางเฮีย...(คนที่คุณก็รู้ว่าใคร ถ้าเคยทำงานทีมเดียวกับผมมาก่อน) เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ของโต๊ะคือสมาชิกจากทีมเก่าผมเอง เหอๆๆๆ พร้อมใจกันนินทาทั้งโต๊ะ เค้าต้องไม่ใช่คนธรรมดานะนี่

ออกนอกเรื่องมากไปนิด กลับเข้าเรื่องต่อ หลังจากกินไปซักพัก ก็มีการฉายสไลด์ที่เจ้าบ่าว (ไอ้บัติ) ทำเองกะมือ ก็ทำ่ค่อนข้างดีทีเดียวนะ แต่แอบมีนินทากันเล็กน้อยว่ามันเอาเวลางานมาทำป่าวฟะ 555

ฉายๆไปจนจบ บ่าวสาวก็เดินขึ้นเวที ระหว่างเดินมีปล่อยฟองน้ำด้วย ก็ดูสวยและแปลกดีนะ เข้าท่าดี แต่มีข้อเสียเล็กน้อยคือ ต้องระวังมันจะตกใส่จานอาหารของท่านได้

ต่อด้วยการกล่าวของเหล่าเหลา(เหลา = แก่) ประธานในพิธี เสร็จแล้วก็ต่อด้วยการสัมภาษณ์เจ้าบ่าวเจ้าสาว ตามธรรมเนียม ไม่ค่อยมีอะไรมาก

สัมภาษณ์จบ พิธีกรให้เจ้าสาวเล่นเกมอันตรายที่อาจทำให้ถึงกับเตียงหักกลางงานได้ เกมนั้นก็คือออออออออออออ เกมมมมมมมม ทายใจ (ไอ้ปันเอ้ย แค่เอ๊งจะเขียน blog ซะอัน ไม่ต้องลีลาขนาดนั้นก็ได้ )

ทำไมถึงทำให้เตียงหักได้น่ะเรอะ ก็เพราะว่า ถ้าทายออกมาไม่ตรงกัน (แบบงานนี้เลย) จะเกิดอะไรขึ้น!! ตรึ๊ง!! ไปคิดกันต่อเอง เหอๆ แต่ไม่แนะนำให้คุณๆทั้งหลายเอาไปเล่นในงานแต่งงานตัวเองนะครับเกมนี้

จากนั้นเกมจบ ก็ตัดเค้ก (ลืมเมาท์เค้กมันไปหน่อย แต่งได้น่ารักหวานแหววมาก ลืมถ่ายรูปมาแฮะ) จากนั้นบ่าวสาวก็เดินไปถ่ายรูปกะแขกอีกซักพัก

จนมาถึงอีกช่วงนึงก่อนจบ มีให้เล่นรับช่อดอกไม้แบบของฝรั่ง ตอนแรกไม่มีผู้หญิงคนไหนออกมาเลย ตอนหลังเจอบ่าวสาวเรียกเพื่อนๆออกมากันทั้งแก๊งค์ ตอนหลังออกมากันตูม ก็ดูหนุกดี เหอๆ

จบและ งานนี้ โดยรวมก็ดีนะ ชอบ เป็นงานที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ดี ไม่จำเป็นต้องหรูหรา

จบ blog วันนี้เด้อ จะเขียนสั้นๆ เขียนไปเขียนมา ยาวตามฟอร์ม

Blog EntryHate Office SyndromeJun 9, '08 8:35 AM
for everyone
คำอธิบาย - โรคที่พบได้ในหมู่พนักงานออฟฟิศทั่วไป มักเป็นสาเหตุเริ่มต้นของโรคไมเกรนในเวลาต่อมาเนื่องจากความเครียดต่อเนื่องสะสม

ลักษณะอาการ
1. อารมณ์ไม่ดีโดยไม่มีสาเหตุ แม้ว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวจะเหมือนวันอื่นๆที่เคยเป็นมา
2. ในสมองเหมือนมีอะไรขมุกขมัวไม่แจ่มใสตลอดเวลา
3. หากมีอะไรเกี่ยวกับงานที่ทำให้ไม่สบอารมณ์แม้เพียงเล็กน้อยจะแสดงอาการฟิวส์ขาดทันที
4. คิดวนไปวนมาอยู่แต่เรื่องเก่าในที่ทำงานที่ทำให้เครียดจนไม่สามารถมุ่งความสนใจไปยังเรื่องใหม่อื่นๆได้
5. เป็นเฉพาะตอนนั่งอยู่ในที่ทำงาน พอออกจากที่ทำงานแล้วอาการจะค่อยๆดีขึ้นเป็นลำดับจนหายได้เอง แต่เมื่อกลับเข้าที่ทำงานในวันถัดไปอาการก็จะกำเริบอีกครั้ง

วันนี้ขอหัวหน้าพักร้อน 4 วันติดเพราะว่าทนไม่ไหวแล้ว แต่หัวหน้าไม่ให้โดยให้เหตุผลว่าขาดเราแล้วทำงานไม่ได้ แต่เงินเดือนที่ให้ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าขาดเราไม่ได้เลยแฮะ

Blog Entry27 แล้วMay 24, '08 9:18 AM
for everyone
แก่ขึ้นอีกปี บัตรประชาชนหมดอายุไปอีกครั้งเป็นรอบที่ 2
มีทุกอย่างที่ต้องการแล้ว ยกเว้นอย่างเดียว
เหมือนปีที่แล้วเดี๊ยะ
คือ ไม่มีแฟน - -'

Blog EntryNo name blog entriesMay 20, '08 11:07 AM
for everyone
ไปบรรยายให้ทั้งหัวหน้าฟังก็แล้ว หัวหน้าของหัวหน้าฟังก็แล้ว ว่าชีวิตมันบัดซบเพียงไร ก็ยังคงไม่มี response อะไรตอบกลับมา พูดแล้วพูดอีก ใช้ความอดทนอย่างรุนแรงพูดอย่างนิ่มนวลที่สุดแล้ว ก็ยังคงไม่มีปฎิกิริยาตอบรับใดๆจากเลขหมายที่ท่านเรียก พูดๆบ่นๆมาจนจะครบปีแล้ว ก็ยังคงไม่มี action ใดๆตอบสนองโดยสิ้นเชิง

สงสัยต้องใช้ไม้แข็ง อู้งานจนกว่าจะได้คำตอบมั้งเนี่ย ใช้ไม้อ่อนมานาน ไม่ได้เรื่องซะที น่าเบื่อจริงๆ

มัวแต่ทำตัว no response แบบนี้นี่แหละ ลูกค้าถึงได้ด่ากระจาย หนีไปใช้ product ของคู่แข่งหมด ทำให้ตายก็สู้เค้าไม่ได้หรอกถ้ายังทำตัวแบบนี้

Pages:1234
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help